10 เหตุผลว่าทำไมเราต้องพาลูกไปเที่ยว

บทความนี้หม่ามี๊ตารวบรวมและมีป่ะป๊ามาช่วยเติมและขัดเกลาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น — ต้องขอบคุณมาก ณ ที่นี้ด้วยค่า

1. เพื่อออกไปนอกพื้นที่ของความคุ้นเคยซึ่งสำคัญมากในการเปิดกะโหลกออกนอกกะลาและเพิ่มประสบการณ์การใช้ชีวิต

ประสบการณ์ มาจากคำสองคำประกอบกันคือ ประสบ แปลว่า พบ พบเห็น และ การณ์ ที่แปลว่า เหตุ เค้า มูล การมีประสบการณ์จึงจำเป็นต้องไปเห็นด้วยตาและมีส่วนร่วมด้วยตนเอง การฝึกปฏิบัติและการสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วยตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนการเรียนรู้ เราส่งเสริมการเปิดกะลาไปสู่โลกกว้าง ตอนนี้เด็กๆ ได้ทยอยสะสมแต้มประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แล้ว เด็กๆ จะได้ฝึกหัดใช้ชีวิตและลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ประสบการณ์จึงเป็นพื้นฐานที่จะเสริมสร้างความรู้แบบหนึ่งท่ามกลางความหลากหลายของความรู้ให้กับชีวิต

2. เพื่อไปเพื่อเรียนรู้โลกที่แตกต่าง

เพราะไม่มีที่ไหนเป็นศูนย์กลางของโลก บ้านเราจึงพาลูกๆ ไปสัมผัสกับบ้านเมืองที่ปิดในวันอาทิตย์ บ้านเมืองที่ปิดในวันศุกร์ เมืองที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ เมืองที่สว่างไสวไม่เคยหลับไหล เมืองที่เงียบสงัดตั้งแต่หกโมงเย็น เมืองผู้คนที่ไม่ได้กินข้าวเป็นอาหารหลัก หรือเมืองที่ลิงป่า ช้างป่า เสือดาวก็เชื่องช้าและเรียบร้อยน่ารัก เป็นต้น

3. เพื่อไปทำความรู้จักกับข้อจำกัด (limitation) ของตัวเอง

เราขยะแขยงในเรื่องไหน ความสกปรกระดับไหนที่เรารับได้ (ในปัจจุบัน — เป้าหมายคือรับได้ทุกอย่าง 555) เราเหนื่อยระดับไหนเมื่อเราเดินไกลๆ เราหายใจทันไหม เรากินอาหารได้ทุกประเภทจริงหรือ อาหารเผ็ดจัด อาหารมันมาก อาหารจืดสนิท กระเพาะเรารับได้ไหม เราอดทนกับการรอคอยได้นานแค่ไหน เวลาทะเลาะกันหรือไม่ได้ดังใจ เราจัดการอารมณ์ตัวเองยังไง ซึ่งในทริปเที่ยวอิตาลีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หม่ามี๊และป่ะป๊าได้รับรู้ข้อมูลใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับเซเล่ นั่นคือ เซเล่เป็นหอบหืด เซเล่จะหัวใจเต้นแรงมากและหายใจไม่ทันเมื่ออยู่ในสภาวะเหนื่อยและอากาศมีควันบุหรี่เยอะ และอาจจะแพ้เกสรดอกไม้อีกด้วย (อันนี้ต้องไปตรวจกับหมอต่อไป) โอ้ ถ้าไม่ได้ไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีตัวแปรครบถ้วนแบบนี้ก็คงจะไม่รู้ว่าลูกมีอาการเพราะปกติเซเล่ร่าเริง สดใส และแข็งแรงมาก ถือเป็นโชคดีของทุกคนโดยเฉพาะกับตัวเซเล่เองที่เรารู้แต่เนิ่นๆ จะได้รับมือกับโรคได้อย่างถูกต้อง รู้จักและเข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง การรู้จักตนเองนั้นอาจจะถือได้ว่าเป็นอะไรที่สำคัญมากในปราชญ์โบราณไม่ว่าจะจากซีกใดของโลก เช่น กรีกโบราณ เป็นต้น หรือคำที่รู้จักกันว่า “Know Thyself” และการรู้จักก็จะทำให้ “care of self” หรือเราจัดการดูแลตัวเองได้ถูกต้องไปด้วย เพราะตัวเราเองไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงคนเดียวบนโลกเท่านั้น เมื่อมีการ “care of self” การจัดการได้นี้ก็จะสามารถกระจายและแจกจ่ายไปสู่คนรอบข้างได้ด้วย

4. เพื่อไปรู้จักศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมที่ไม่เหมือนกับของเรา

โลกนี้มีความแตกต่างหลากหลายอันงดงามอยู่มากมาย พ่อแม่อย่างบ้านเราต้องการให้ลูกๆ เรียนรู้ ยอมรับ และเข้าใจให้ได้มากที่สุดเท่าที่กำลังกายและกำลังสมองของป๊าและหม่ามี๊จะทำได้ ลูกๆ จะได้โตขึ้นมาอย่างมีความเป็นสากล เคารพ ให้เกียรติ และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ดังนั้น เราจะไปให้หมดเลยลูกถ้าทำได้ ไปนมัสการประตูศักดิ์สิทธิ์ที่โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ไปกราบไหว้พระธาตุเขี้ยวแก้ว กลับไปมัสยิดอุมัยยะฮ์อันสงบและงดงามที่ประเทศซีเรีย (เมื่อสงครามสงบ) ไป Dome of Rock ที่อิสราเอล ไป La Sagrada Familia ที่บาร์เซโลน่า ไป Harmandir Sahib วัดสีทองที่ปันจาบ ไป Churh of Lalibela ที่เอธิโอเปีย ฯลฯ นี่ยกตัวอย่างแค่เรื่องศาสนานะ ยังมีเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม ธรรมชาติ ที่แตกต่าง งดงาม และน่าสนใจอยู่มากมายทั่วโลก…เออ ถ้าชีวิตไม่สิ้นและป่ะป๊าหมามี๊มีตังค์พอจะพาไปทุกแห่งเลย

5. เพื่อพัฒนาความมั่นใจในตัวเอง

เราเห็นได้ชัดเลยว่าการเดินทางช่วยพัฒนาความมั่นใจให้กับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ก่อนซีเรียไม่กล้าที่จะพูดกับคนแปลกหน้า เดี๋ยวนี้ก็สามารถพูดจาทักทายคนอื่นด้วยภาษาของเมืองที่เราไปนั้นๆ ได้มากขึ้นมาก แต่ก่อนซีเรียจะไม่มั่นใจเลยว่าจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ แต่หลังจากเดินทางไกล 9 กิโล ที่นิวซีแลนด์เมื่อตอน 4 ขวบได้สำเร็จ ซีเรียก็เปลี่ยนทัศนคติไปเลยว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ (ประสบการณ์นี้เด็ดมากๆ จะนำมาเล่าให้ฟังในคราวต่อไปค่ะ) หรือเซเล่ที่พอได้ลองอาหารแปลกใหม่ว่าอร่อยนี่หน่า ทานได้ไม่เป็นไร ก็กล้าที่จะลองของใหม่ๆ ตลอดการเดินทาง เราเห็นพัฒนาการของลูกๆ ในเรื่องนี้อย่างชัดเจนเลยค่ะ

6. เพื่อฝึกความอดทน ความอึด การปรับตัว การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความยืดหยุ่น ความอ่อนน้อมถ่อมตัว ความเคารพและความรับผิดชอบ

การเดินทางมักจะนำพาเรื่องที่ไม่คาดฝันมาเสมอ ดังนั้น การฝึกให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ไม่คาดฝันดูจะเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด ทั้งการอดทนต่อความเหนื่อยและความหิว ความอึดในการเดินทาง การปรับตัวเมื่อเกิดเหตุไม่ได้ดั่งใจหรือการเปลี่ยนแผนการเที่ยวใหม่ ความยืดหยุ่นต่อความผิดหวัง การถูกต่อว่า การทำผิดกฎระเบียบ ความอ่อนน้อมต่อเรื่องที่เราไม่รู้และเคารพต่อมนุษย์คนอื่นๆ และความรับผิดชอบต่อข้าวของ ต่อตนเอง และต่อคนอื่น ในทริปที่เราไปเที่ยวอิตาลีล่าสุดซีเรียสามารถดูแลน้องเซเล่ได้เป็นอย่างดี (สามารถใช้การเดินทางเป็นเครื่องมือในการพัฒนาความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ให้แก่เด็กมากขึ้นได้เรื่อยๆ ตามอายุ เช่น ดูแลกระเป๋าเอง สั่งอาหารเอง จัดสรรเงินบางส่วนให้ใช้เอง หรือวางแผนการเที่ยวให้กับทุกคนในทริป เป็นต้น) ส่วนเซเล่ก็สามารถนั่งนิ่งสงบในโบสถ์ได้เป็นเวลานาน เวลาจะคุยกับหม่ามี๊ทีก็ลดเสียงลงเหลือเพียงแค่กระซิบ หรือบางวันเราได้ทานข้าวกลางวันกันตอนบ่ายสามโมงกว่า เด็กๆ ทั้งคู่ก็เข้าใจและไม่บ่นเลย

7. เพื่อฝึกฝนให้เด็กๆ เป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพในอนาคต

อันนี้ก็ตามนั้นเลยค่ะ สอนให้เด็กๆ โตขึ้นไปเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสถานที่ที่ไปเยือน ไปเดินป่าก็ไม่เด็ดต้นไม้ดอกไม้ ทิ้งขยะทิ้งขนมในถังขยะ ไม่เขียนหรือขูดขีดกำแพง ต้องต่อคิวในทุกสถานที่ ไม่โวยวายเสียงดังในพิพิธภัณฑ์ วัด โบสถ์ มัสยิด หรือสถานที่ที่ห้ามใช้เสียง รู้จักเคารพวัฒนธรรมอื่นและสถานที่ต่างๆ เป็นต้น มารยาทที่ดีที่เป็นพื้นฐานเหล่านี้ต้องปฏิบัติให้ได้จนเป็นนิสัย ให้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองเลยค่ะ

8. เพื่อเรียนรู้การให้อภัยผู้อื่น รู้จักข้อดีและข้อเสียของสมาชิกครอบครัวแต่ละคน สร้างความเข้าใจในกันและกัน

ตั้งแต่แบเบาะจนถึงปัจจุบัน ซีเรียและเซเล่เดินทางไปกับป่ะป๊าและหม่ามี๊มานับสิบๆ ครั้ง เห็นป๊าปรี๊ดป๊าโกรธปรอทแตกมานับครั้งไม่ถ้วน เห็นหม่ามี๊ช้าบ้างประสานงานผิดบ้างมาก็หลายหน ซีเรียดราม่าก็หลายครั้ง เซเล่เอาแต่ใจกรี๊ดๆ จนเสียเวล่ำเวลาเที่ยวก็มีไม่น้อย เวลาป๊าโกรธจนเด็กๆ กลัว หรือหม่ามี๊ทำผิด เราก็จะสอนให้เด็กๆ เข้าใจในนิสัยใจคอเฉพาะตัว ข้อดีและข้อเสียของมนุษย์ เด็กๆ ต้องอยู่กับข้อเสียของคนในครอบครัวให้ได้ (เรื่องการปรับปรุงอุปนิสัยของแต่ละบุคคลต้องแยกพูดเป็นอีกเรื่องนึงนะคะ การปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็นกระบวนการที่ต้องทำเพื่อการอยู่ร่วมกันที่สงบสุข แต่ก็เป็นเรื่องที่ใช้เวลายาวนานกว่าจะสำเร็จ) เราสองคนพูดกับลูกๆ เสมอว่าพ่อแม่ก็มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง สามารถทำเรื่องผิดเรื่องถูกได้ทั้งนั้น ลูกๆ ต้องวิจารณ์ได้ ไม่มองพ่อแม่เป็นเทพเจ้า ปรับตัวเข้าหากันได้ และที่สำคัญต้องรู้จักให้อภัยกันต่อกันได้

9. เพื่อสร้างความผูกพันในครอบครัว (family bonding)

การออกเดินทางไปด้วยกัน ผจญภัยด้วยกัน สนุกบ้าง เหนื่อยบ้าง ตื่นเต้นบ้าง ได้ช่วยเหลือกันและกัน ได้เห็นนิสัยกันใจคอในยามคับขัน มันเป็นการสร้างเรื่องราวให้สมองน้อยๆ จดจำได้เป็นอย่างดี ซีเรียจำได้เสมอถึงความยามลำบากที่ซีเรียสามารถเอาชนะได้ตอนเราไปเดินทางไกลที่นิวซีแลนด์ แต่กลับจำวิวทิวทัศน์ที่ไปไม่ได้ซะแล้ว เซเล่จำตอนนั่งรถตู้ขึ้นเขาที่ศรีลังกาแล้วอ๊วกตลอดทางโดยมีซีเรียช่วยเช็ดอ๊วกได้ดี และในทริปอิตาลีที่ผ่านมา เด็กๆ ทั้งสองก็จะจดจำความรู้สึกที่ทั้งสองจับมือกันตลอดเมื่อยามไปไหนต่อไหน พี่น้องสองคนจับมือกันและทำอะไรตามขั้นตอนที่หม่ามี๊กับป่ะป๊าสั่งเสมอ ทำให้หม่ามี๊กับป่ะป๊าหมดห่วงจนกระทั่งรอดพ้นจากการโดนล้วงกระเป๋ามาได้ ความรู้สึกและความผูกพันเหล่านี้แหละที่จะอยู่กับเค้าทั้งสองตลอดไป

10. เพื่อพัฒนาตนเองและเป็นพลเมืองที่ดีของโลก (Global Citizenship)

โลกนี้เชื่อมถึงกันไปหมดแล้ว ใครทำอะไรที่ไหนย่างไรก็สั่นสะเทือนถึงกันไปหมด เป็นภาระและพันธกิจหลักของป่ะป๊าหม่ามี๊ที่ต้องสร้างลูกๆ ทั้งสองให้เป็นพลเมืองที่ดีที่มีคุณภาพของโลก ไม่สร้างภาระและเป็นหลุมดำของโลกค่ะ

ที่สำคัญเราไปเที่ยวไม่ใช่เพื่อยกตนข่มท่านหรือบอกใครๆ ว่าเราเหนือกว่าไม่ว่าในแง่ไหน แต่เราไปเพื่อให้รู้ว่าเราไม่รู้ เราตัวเล็กนิดเดียว เรามีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายขนาดไหน ^___^ #travelmakesushumble

แบ่งปันความสุข
  •  
  •  
  •  
  •  

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *