ขอบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับซีเรียอีกครั้ง

#Repost_about_Syria
#มีเรื่องราวอีกเยอะที่อยากเล่ามีรูปอีกมากมายที่อยากให้เห็น

พวกเธอเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมเราตั้งชื่อลุกว่า “ซีเรีย” อ๊ะ อ๊ะ ไม่ใช่ Made in Syria อย่างที่หลายๆ คนสงสัยนะคะ ก็ใช่นะที่เราสองคนไปเที่ยวซีเรียก่อนที่จะมีซีเรีย แต่ก็กลับมาเมืองไทยก่อนที่จะตั้งท้องถึงสองเดือน ดังนั้นไม่ใช่นะจ๊ะ ไม่ใช่ เหตุผลที่เลือกชื่อนี้ให้ลูกชายคนแรกก็เพราะซีเรียสร้างความทรงจำดีๆ แก่ชีวิตเราทั้งคู่มากมาย ทำให้คำอธิษฐานของฉันเป็นจริง ทำให้มุมมองเกี่ยวกับการหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่กัน น้ำใจ มิตรภาพ ความซื่อสัตย์ คนแปลกหน้า เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

เราสองคนเลือกไปเที่ยวซีเรียเหตุเพราะคำพูดของไกด์เมื่อยามเราไปเยือนจอร์แดนว่า “ที่นี่ (จอร์แดน) มีที่เที่ยวไม่มากนักเมื่อเทียบกับซีเรีย ซีเรียมีอะไรให้ดูเยอะมาก เที่ยวสองอาทิตย์ก็ไม่หมด” คำพูดนี้ฝังใจฉันมากจนกระทั่งยอมเปลี่ยนแผนการที่จะไปอิหร่านมาเป็นซีเรียแทน ทั้งๆ ที่คุณสามีก็เตือนแล้วเตือนอีกว่าทำวีซ่าลำบากนะ ปัญหาเยอะ เพื่อนพ้องคนอื่นๆ ก็ด่าว่าแกจะบ้าเหรอ ไปประเทศอะไรเนี่ย เดี๋ยวก็โดนลักพาตัวหรอก แต่ฉันก็ยังดื้อรั้งดึงดันจะไปให้ได้ ทำทุกทางเพื่อฝ่าฟันกับความไม่มีหลักเกณฑ์ไร้ระเบียบจนกระทั่งได้วีซ่ามาอยู่ในมือพร้อมเดินทาง สามีเห็นความตั้งใจและความบ้าของฉันก็เลยต้องยอมตกลงปลงใจไปด้วยกัน

เมื่อเท้าเหยียบพื้นดินที่สนามบิน ก็ประสบปัญหาเลยคือคนขับรถที่นัดกันไว้ไม่มารับ เรานั่งรออยู่ที่สนามบินนานมาก นั่งจ๋องๆ เป็นชาวต่างชาติหน้าตาประหลาดหงอยๆ สองคน ฉันเองก็จ๋อยอย่างหนักเพราะสามีด่าว่าประสานงานยังไง บอกแล้วว่าอย่าไว้ใจประเทศด้อยพัฒนา บลา บลา… ระหว่างที่จ๋อยๆ อยู่ก็มีคนแปลกหน้าผู้ใจดีหยิบยื่นโทรศัพท์มือถือให้โทรติดต่อเจ้าของห้องที่เราจองไว้ (คิดถึงการสื่อสารที่ยังไม่มีไลน์ ไม่มี FB เมื่อเกือบๆ เก้าปีก่อน การโทรออกต่างประเทศก็แพงแสนแพง) ซึ่งเมื่อติดต่อกันได้และเจ้าของห้องพักได้รู้เรื่องว่ารถที่นัดไว้ไม่มารับก็รีบขับรถมาหาเราทันที ฉันเหมือนยกภูเขาออกจากอกที่หาทางเข้าเมืองได้สักที…

เมื่อเท้าแตะเมืองหลวงและได้สำรวจเมืองดามัสกัสก็ให้ตื่นตาตื่นใจอย่างมากกับเมืองเก่าแก่ที่สวยงาม มีซุค (Souq) หรือตลาดในภาษาอารบิกที่มีอายุกว่าพันปีที่กว้างขวางอลังการซึ่งมีของขายตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ เป็นตลาดที่ยาวคดเคี้ยวทอดตัวอยู่ในกำแพงเมืองเหมือนเขาวงกต ชาวเมืองผู้มีน้ำใจกับคนแปลกหน้า มัสยิดอุมัยยะฮ์ (Umayyad Mosque) หรือ Great Mosque of Damascus ที่มีความสำคัญในลำดับสี่ในโลกของศาสนาอิสลามและถือว่าเป็นมัสยิดที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นมัสยิดที่ใหญ่โตและสวยงามมาก ชาวอิสลามที่นี่ก็น่ารักอนุญาตให้สตรีแปลกหน้าต่างศาสนาเข้าไปสักการะและเยี่ยมชมด้านในได้อย่างไม่หวงห้าม ยินดีให้เรานั่งเงียบๆ สังเกตุผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ผู้มีศรัทธานั่งอ่านพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ รอยยิ้มที่มีให้กับเราสดใสกระจ่างตา ดวงตาแห่งศรัทธาที่มีให้กับองค์อัลเลาะห์ก็ส่งแสงแรงกล้าไม่แพ้กัน…..

ในตอนแรกเราสองคนนึกว่า ณ ดินแดนแห่งนี้ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามต้องเคร่งศาสนามากแน่นอนซึ่งใช่แต่วิถีปฏิบัติกลับอารีอารอบต่อคนอื่นๆ ในแบบที่เราไม่คาดคิด ผู้คนที่นี้อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข เศรษฐ๊หนุ่มเจ้าของกิจการร้านพรมที่เราสองคนแวะเวียนไปเยี่ยมชมพรมแสนสวยที่ร้านบ่อยๆ นั้นเป็นอิสลามแต่ก็ร่วมบริจาคเงินบรูณะโบสถ์คริสต์ ชุมชนคริสต์กับอิสลามก็ติดกัน สาวๆ มุสลิมไม่ได้คลุมหน้า สถานที่ท่องเที่ยวที่คนที่นี่รักและดูแลเป็นอย่างดีไม่ต่างจากมัสยิดใหญ่แห่งดามัสกัสคือโบสถ์แห่งเมืองมาลูล่า (Ma‘loula) ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ของชาวคริสต์….และสำหรับที่มาลูล่า ฉันยกไว้ว่าเป็นสถานที่สุดพิเศษแห่งหนึ่งในชีวิตการเดินทาง เพราะที่แห่งนี้ ผู้คนสามารถพูดภาษาอารมายัค (Aramaic) – ภาษาเดียวกับพระเยซูเจ้าได้ (ภาษาที่ใช้ในหนัง The Passion of the Christ) ฉันได้ฟังสวดด้วยภาษานี้แล้วซาบซึ้งในความพยายามดำรงอยู่ให้ไม่สูญสลายไปไหนของภาษาและผู้คนที่เป็นผู้อนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้เป็นอย่างมาก

นอกจากโบราณสถานมากมายอายุหลายพันปีที่มีอยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศแล้ว ซีเรียยังมีเมืองให้เที่ยวริมทะเลชิลๆ อย่างลาตาเกีย (Latakia) มีไอศกรีมแสนอร่อยระดับฮาเก้นดาสแต่ราคาลูกละ 10 บาท แต่ที่เราสองคนประทับใจที่สุดคงจะเป็นความมีน้ำใจ — hospitality– ของชาวซีเรียนี่แหละ ที่เราไม่เคยพบเห็นที่ไหนในโลกมาก่อน (คำนวณจากการท่องเที่ยวมาแล้วหลายประเทศของคุณสามี) เราได้กินไอติมฟรียามเมื่อไปเที่ยวทะเลเพราะเจ้าของร้านบอกว่าอยากเลี้ยงแขกแปลกหน้าผู้มาเยี่ยมบ้าน ถูกชวนด้วยภาษามือไปดื่มกาแฟที่บ้านเพราะเจ้าของบ้านถือคติต้องต้อนรับผู้มาเยือนให้ดีประดุจญาติมิตร ทานอาหารฟรีที่ร้านหน้าที่พักก่อนกลับเมืองไทยเพราะเจ้าของร้านอยากเลี้ยงส่งหลังจากฝากท้องที่นี่หลายต่อหลายมื้อ ได้เพื่อนในตลาดทั้งที่ดามัสกัลและอเลปโป (Aleppo) – เพื่อนในที่นี้หมายถึงเพื่อนจริงๆ อาทิ เพื่อนเจ้าของร้านขายเม็ดกาแฟที่คุยกันถูกคอที่ให้ความรู้เรื่องกาแฟกับเราอย่างมากมาย และมีสูตรกาแฟผสมโกโก้ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยดื่มมา เพื่อนในซุคที่อเลปโปที่พอรู้ว่าฉันอยากมีลูกมานานกว่าห้าปีแล้วแต่ทำยังไงก็ไม่มีเสียที ก็เลยเสนอตัวให้ใช้บัตรประกันสุขภาพที่ออสเตรเลีย (ที่เค้าเคยไปทำงาน) ให้ฉันปวารณาตัวเป็นคนในครอบครัวแล้วเอาไปใช้ฟรีเลยหรือจะให้ช่วยยังไงก็บอก เพื่อนวัยรุ่นที่ลากแขนฉันไปเที่ยวย่านละแวกบ้านในเขตเมืองเก่าอเลปโป โดยโฆษณาสรรพคุณเสร็จสรรพว่าย่านนี้ไม่มีคนรู้จัก นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมา แต่มีมัสยิดที่ศักดิ์สิทธิ์มากตั้งอยู่ และก็เป็นเด็กหนุ่มคนนี้เองที่พาเราสองคนลัดเลาะเมืองไปตามซอกเล็กซอกน้อยจนมาพบกับมัสยิดเล็กๆ แห่งหนึ่ง หนุ่มน้อยเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่านี่คือมัสยิดที่มีรอยเท้าของท่านนบีโมฮัมมัดฝังอยู่และมีน้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านรอยเท้าจารึกนั้น เด็กหนุ่มเพื่อนเรายังเล่าต่อไปว่าใครดื่มน้ำนี้ไปแล้วอธิษฐานไม่ว่าเรื่องใดก็จะสมประสงค์ แล้วเขาก็ลากพวกเรามาถึงสถานที่จริงเมื่อจบเรื่องเล่าพอดี แต่เวลาก็ช่างประจวบเหมาะเพราะเมื่อมาถึงมัศยิดก็เป็นเวลาละหมาดพอดี และมัสยิดนี้เป็นเพียงมัสยิดเล็กๆ ที่ไม่ต้อนรับผู้หญิงนอกศาสนาในยามที่ปฏิบัติภารกิจทางศาสนา อิหม่ามหันมาตาเขียวและไม่อนุญาตให้ฉันเข้า เอาล่ะสิ ทำยังไงดี…แต่เพื่อนแสนดีของเราก็ไม่ยอมแพ้ อ้อนวอนท่านอิหม่ามให้ใจอ่อนจนยอมให้ฉันดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ก่อนพิธีละหมาดจนได้ หนุ่มน้อยยัดเยียดถ้วยน้ำเย็นๆ ใส่มือของฉันแล้วเร่งด้วยน้ำเสียงรีบร้อนว่า “ดื่มเร็วๆๆ อย่าลืมคำอธิษฐานด้วยนะ เค้าไล่ให้ออกไปแล้ว เร็วๆ” เมื่อเข้าสู่สถานการณ์บังคับแบบฉุกละหุก ฉันผู้ซึ่งไม่เคยอยากได้อะไรเป็นพิเศษเลยในตอนนั้นก็คิดอะไรไม่ออกสักนิดว่าเราจะอธิษฐานเพื่อขออะไรดี แต่พ่อหนุ่มก็เร่งซะเหลือเกิน เอางี้แล้วกัน ฉันคิด…ฉันขออธิษฐานของให้มีลูกก็แล้วกัน ฉันหลับตาแล้วก็ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์เย็นๆ ลงกระเพาะไป………………

หลังจากนั้นอีกสองเดือนฉันก็ได้สิ่งมีชีวิตมาอยู่ในท้องจริงๆ จะว่าบังเอิญหรืออะไรแม้แต่ตัวฉันเองและสามีก็ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็นที่มาของชื่อ “ซีเรีย” ที่ทุกคนเรียกกัน


ชาวซีเรียเป็นผู้คนที่มีน้ำใจ มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม อารมณ์ดีและมีความสุข บ้านเมืองสวยงาม มีที่ท่องเที่ยวมากมาย มีอาชีพ ไม่ได้มีฐานะยากจนข้นแค้น มีทรัพยากรมากมาย สามารถปลูกพืชได้หลากหลายชนิด มีวัฒนธรรมสืบทอดมายาวนานกว่าหลายพันปี เค้าทั้งหลายไม่ได้อยากทิ้งบ้าน ไม่อยากระหกระเหเร่ร่อนไปในดินแดนที่ไม่รู้จัก ไปในที่ที่ผู้คนไม่ต้อนรับและสาปส่ง ไม่ได้อยากลงเรือลอยไปกลางทะเลโดยไม่รู้จุดหมาย แต่เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านมันพังพินาศจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว พวกเค้าก็เพียงแค่อยากเก็บรักษาแสงวิบวับในประกายตา เสียงหัวเราะและรอยยิ้มบนใบหน้าของลูกน้อยและคนที่เค้ารักไว้ให้ได้นานที่สุดเพียงเท่านั้น ถ้าบ้านของฉันมีแต่เสียงระเบิดทดแทนเสียงละหมาด เสียงกรีดร้องทดแทนเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า มีแต่ไฟที่เผาผลาญความงดงามที่เคยมีในอดีตให้หมดสิ้น…ราพณาสูรไปเสียวอดวายแล้ว ฉันเองก็คงเลือกทางเดินได้ไม่ต่างกัน ฉันเองก็คงหวังถึงน้ำบ่อหน้า หวังถึงดินแดนอื่นที่จะปลอดภัย หวังให้มีอาหารกินอิ่ม หลับสนิท มีร่างกายครบสามสิบสอง มีเพื่อนที่มีน้ำใจที่หยิบยื่นความช่วยเหลือดั่งสมควรที่มนุษย์จะพึงมีให้กันเหมือนดั่งที่พวกเค้ามีต่อเพื่อนผู้มาเยือนในอดีต หวังว่าผู้คนจะเข้าใจว่าเขตแดนเป็นแค่เรื่องสมมุติ หวังว่าความบ้าคลั่งนี้จะจบลงเสียที ฉันว่าเพื่อนของฉันเหล่านี้มีสิทธิ์จะแสวงหาดินแดนนั้นเจอในสักวัน
เพราะพวกเค้ามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะหวังไม่ใช่หรือ………..

หวังว่าเพื่อนทุกคนของฉันมีจะมีชีวิตรอดและปลอดภัย

#Syria
#humanofsyria
#friendisnoborder
#friendshipnotwar
#travelmakesushumble

แบ่งปันความสุข
  •  
  •  
  •  
  •  

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *