ความเปลี่ยนแปลง

เมื่อเข็มนาฬิกายังคงเคลื่อนที่อย่างมุ่งมั่นไม่มีวันหยุด สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนต้องการให้เกิดกับลูกของตนมากที่สุดในทุกๆ ช่วงเวลาที่เดินไปก็คงจะหนีไปไม่พ้นเรื่องของ “พัฒนาการ” ตากับสามีก็เหมือนพ่อแม่ทั่วๆ ไปที่ต้องการให้ลูกๆ เติบโตสมวัยทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา บ้านเราบ่มเพาะและสั่งสอนเรื่องเหล่านี้ในชีวิตประจำวันในทุกๆ วัน แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับการเดินทางเพื่อห่างจากโลกใบเดิมอันคุ้นเคยเป็นเวลายาวนานเกินครึ่งเดือน การมีแค่กันและกันเกือบตลอดเวลาโดยไม่มีครู ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า ไม่มีเพื่อนๆ ก็ถือเป็นพื้นที่และโอกาสอันดีที่พ่อแม่อย่างเราได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของลูกได้อย่างชัดเจน รวมทั้งจุดบอดทางอารมณ์และข้อเสียต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะจดจำและนำกลับไปปรับปรุงนิสัยของลูกๆ ต่อไปในอนาคต ขอยกตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของซีเรียและเซเล่ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางของเราเมื่อเดือนที่ผ่านมาดังต่อไปนี้

(1) —ซีเรีย—

  • ซีเรียพิสูจน์ตนเองให้หม่ามี้และป่ะป๊าเห็นอย่างชัดเจนว่าซีเรีย “โต” แล้ว พร้อมที่จะมีหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเต็มรูปแบบ (หม่ามี้ตาพิมพ์ไปนี่ก็น้ำตาปริ่มๆ รู้สึกใจหายเหมือนกัน…ลูกชายตัวน้อยตอนนี้โตแล้วอ่ะ) ทุกเรื่องที่ป๊ากับหม่ามี้มอบหมายให้ทำ ซีเรียสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างน่าประทับใจ เอาตัวอย่างมาเล่าให้ฟังบางเรื่องนะคะ
  • ซีเรียดูแลน้องในที่ชุมชน ห้างร้าน ตลาด ไม่ให้น้องหลงหายไปไหนได้อย่างดีเยี่ยม สั่งให้รอตรงนี้คือตรงนี้ เฝ้าของให้หน่อยนี่คือตั้งใจมากๆ
  • ซีเรียเป็นผู้พาน้องไปเข้าห้องน้ำ (ซีเรียทำหน้าที่นี้มากกว่า 60% ตลอดการเดินทาง ทั้งเดินไปหาห้องน้ำว่าอยู่ไหน อ่านป้ายห้องน้ำภาษาสเปนว่าอันไหนผู้ชายผู้หญิง — ป๊าสอนตั้งแต่วันแรก ดูแลให้น้องฉี่และกดชักโครกให้เรียบร้อย)
  • ซีเรียเต็มใจ การช่วยเหลือในงานต่างๆ ตามที่ร้องขอ ช่วยซ่อมแซมของเสียต่างๆ ไฟดับที่ที่พักก็ช่วยหาไฟฉาย ช่วยเตือนป๊ากับหม่ามี้เวลาเก็บของและออกจากที่พักไม่ให้หลงลืมอะไร ช่วยดูแผนที่ GPS ยามป๊าสติแตกทะเลาะกับ GPS แล้วหม่ามี๊ทำตามที่ป๊าต้องการไม่ทันก็มีซีเรียนี่แหละที่ช่วยป๊าดูแผนที่และคอยบอกให้ป๊าใจเย็นๆ ป๊าไม่โกรธๆ ตลอดเวลา พัฒนาความเข้าใจคนในครอบครัวและพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดี
  • ตอนที่ต้องเดินไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟกลางเมืองซึ่งห่างจากโรงแรมที่พักประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วกระเป๋าเดินทางเราของบ้านเราก็งอกเงยออกดอกออกผลจากสองใบครึ่งเป็นสี่ใบเต็มๆ จากการช็อปปิ้งไปตลอดการเดินทาง เลยต้องขอไหว้วานให้ซีเรียรับผิดชอบช่วยลากกระเป๋าขนาดย่อมกว่าตัวนิดหน่อยไปจนถึงสถานนีรถไฟ (ข้ามถนนไปสองแยก และลงเนินอีกระยะพอตัว) ซีเรียก็เต็มอกเต็มใจเข็นคนเดียวโดยไม่ร้องบ่นหนักหรือเหนื่อยไปจนถึงที่หมายสถานีรถไฟอย่างเรียบร้อย
  • การดูแลรักษากล้องประจำตัวที่หม่ามี้ยกให้ อันนี้ต้องเล่าเรื่องก่อนหน้านี้ให้ฟังก่อนว่า เมื่อปลายปีที่แล้วซีเรียมีคดีทำหน้าจอกล้องแตกเพราะคล้องกล้องไว้ที่คอพร้อมวิ่งไปด้วย โชคร้ายซีเรียสะดุดหกล้มแรงมากกก เข่าถลอกและกล้องกระแทกพื้นปูนจอแตกร้าวทันที ณ วันนั้น…ซีเรียโดนป๊าดุและทำโทษเรื่องความรับผิดชอบขนาดใหญ่จนจ๋อยมากกกก ป๊าให้ซีเรียเลือกว่าจะใช้ชีวิตแบบไหนก็มีความรับผิดชอบที่ตามมาทั้งนั้น จะเลือกวิ่งเล่นสนุกสนานแบบน้องก็ต้องไม่ถ่ายรูป จะถ่ายรูปก็ต้องตัดใจไม่วิ่ง เราเลือกจะทำอะไรก็มีผลที่ตามมาทั้งนั้น (คำสอนสมเป็นป๊ามากๆ ยากมากๆ สำหรับเด็ก 6 ขวบกว่าๆ 555) ณ วันนั้น…หม่ามี้และป่ะป๊าทำโทษไม่ให้ซีเรียใช้กล้องตัวนี้ถ่ายรูปเป็นเวลาสองเดือน (จริงๆ คือเวลาที่เอาไปซ่อมนั่นแหละ) ตอนแรกป๊าจะยกเลิกไม่ให้จับกล้องตัวนี้ไปเลยเป็นเวลา 1 ปี จนกว่าซีเรียจะดูแลรักษาของมีค่าได้จริงๆ…แค่ป๊าพูดจบประโยคนี้เท่านั้นแหละ…ซีเรียร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง “ว่าไม่เอาๆ ต่อไปซีเรียจะดูแลและรักษาของให้ดีกว่านี้” และนั่นก็เป็นคำสัญญาสำคัญของเราว่าในการเดินทางครั้งต่อไปซีเรียต้องรับผิดชอบสมบัติของซีเรียให้ดีให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง นี่รวมไปถึงการเก็บให้ปลอดภัย การไม่วางลืมไว้ที่ไหน ฯลฯ ถ้าซีเรียยังทำไม่ได้จะถือว่าไม่ผ่านและยังไม่เหมาะสมที่จะให้มีสิ่งของใดๆ เป็นของตัวเอง // เมื่อต้องเดินทางพร้อมกล้องของตัวเองอีกครั้งในทริปนี้ ซีเรียจดจำคำสอนและคำสัญญาเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ยามเมื่อถ่ายรูปซีเรียจะไม่วิ่งเลย เมื่ออยากจะวิ่งเล่นกับน้องซีเรียจะเดินมายื่นกล้องให้หม่ามี้เก็บก่อนทุกครั้ง ก่อนออกจากที่สถานที่ใดๆ ซีเรียก็จะถามว่าหม่ามี้เก็บกล้องซีเรียแล้วใช่ไหม กล้องซีเรียอยู่พร้อมแล้วใช่ไหม ตกกลางคืนเราก็มาดูแลเรื่องการชาร์ทแบตเตอรี่กล้องกันสองคนแม่ลูกทุกคืน // ก็เหลืออีกไม่กี่เรื่องเท่านั้นแหละที่ซีเรียยังต้องเพิ่งพาหม่ามี้สำหรับการถ่ายรูป….ไม่ช้าไม่นานซีเรียก็คงดูแลได้เองในทุกๆ เรื่องแล้วล่ะ……
  • นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ บางเรื่องที่ขอจดบันทึกไว้เพื่อจดจำช่วงเวลาแห่งการเติบโตงอกงามของซีเรีย มีอีกหลายเรื่องที่เราได้เห็นทั้งจากซีเรียและเซเล่ (เนื่องจากยาวแล้วจะขอเขียนเรื่องเซเล่เป็นอีกตอนหนึ่ง) และก็มีอีกหลายบุคลิกภาพเช่นกันที่พ่อแม่อย่างเราต้องคิดวิธีการปรับปรุงกันต่อไป (อย่างที่บอกไปแล้วว่าเราได้เห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของลูก) เช่น เนื่องจากซีเรียคิดว่าตัวเองโตแล้ว เก่งแล้ว รู้เรื่องแล้ว ซีเรียก็จะเดินหายไปถ่ายรูปหรือไปดูอะไรคนเดียวแบบไม่บอกใครในหลายๆ คราว — อันนี้ถือว่าอันตรายมากๆ หม่ามี้ป่ะป๊าไม่โอเค เพราะถ้าไปอยู่ในที่ที่มีคนไม่ดีหรือเกิดอุบัติเหตุไปคนเดียวกว่าที่ใครจะไปเจอนี่ก็คงจะไม่ทันการณ์ซะแล้ว หรือการที่ซีเรียรู้เรื่องต่างๆ เยอะแล้วชอบพูดกับคนอื่นว่า “ซีเรียรู้แล้วๆ” ตั้งแต่คนพูดยังพูดไม่จบประโยค นี่ก็เป็นอีกนิสัยนึงที่ป๊าและหม่ามี้ต้องคอยสอนซีเรียกันต่อไปว่าถ้ายังคงทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีใครอยากพูดคุยกับเรานะจ๊ะ อีกหน่อยก็จะไม่มีใครมาเล่าอะไรให้ฟังอีกแล้ว เราเองไม่มีทางที่จะเป็นผู้รอบรู้พหูสูตรในทุกเรื่องไปได้ การรับฟังคนอื่นอย่างตั้งใจเป็นอุปนิสัยที่ต้องพึงฝึกฝนให้เกิดกับตนเอง สิ่งนี้เป็นลักษณะนิสัยสำคัญมากที่สุดประการหนึ่งที่เราในฐานะมนุษย์จะพึงมีให้ผู้อื่นได้ พึงฝึกฝนให้เกิดขึ้นจนเป็นนิสัยคู่ตนเอง…

** การเดินทางถือเป็นสิทธิพิเศษและมรดกที่ป๊าและหม่ามี้จะให้แก่ลูกได้ ดังนั้นบ้านเราจึงใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ให้มีความหมายมากที่สุดค่ะ ^___^

(2) —เซเล่—

เมื่อคราวไปเที่ยวสเปนที่ผ่านมา เซเล่ก็มีพัฒนาการที่น่าประทับใจหลายอย่างมาก ไม่แพ้ซีเรีย ซึ่งพ่อแม่อย่างเราได้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มมีเซเล่แล้วว่า การมีลูกสองคน ถึงจะเป็นลูกผู้ชายเหมือนกัน ถูกเลี้ยงดูมาเหมือนกัน อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบเดียวกัน โรงเรียนเดียวกัน หน้าตาคล้ายกัน เสื้อผ้าเหมือนกัน กินอาหารแบบเดียวกัน หรือจะใส่อะไรๆ ที่ให้เหมือนกันให้กับลูกอีกสักร้อยแปดพันประการ แต่เด็กทุกคนก็มีบุคลิก / ธรรมชาติ/ เอกลักษณ์ ของตัวเองที่ไม่เหมือนกันเลย ถ้าใครเคยอ่านเรื่องราวของซีเรียและเซเล่มาตั้งแต่ต้นก็จะสัมผัสได้ว่าเออ…สองคนนี้มีลักษณะนิสัยที่ต่างกันจริงๆ ความชอบก็ไม่เหมือนกันจริงๆ นะ

ย้อนเวลากลับไปเมื่อหนึ่งปีที่แล้วที่เราไปเที่ยวอิตาลี เซเล่ซึ่งตอนนั้นอายุสามขวบกว่าๆ ก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้นในระดับที่ไม่ต้องนั่งรถเข็น เดินข้ามเขาระยะทางหลายกิโลได้ด้วยตนเอง มีอ้อนให้หม่ามี้ป่ะป๊าอุ้มประมาณ 40% ของทริป พอมาปีนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กชายคนนี้อีกบ้างนะ มาลองดูกัน…

  • ตลอดการเดินทาง 17 วันที่สเปน หม่ามี้ป่ะป๊าอุ้มเซเล่น้อยครั้งมาจนจำไม่ค่อยจะได้ (คลับคล้ายคลับคลาว่าทั้งทริปมีไม่เกิน 5 ครั้ง) โดยเกือบทุกครั้งเกิดจากการที่เซเล่หลับหรือกำลังจะหลับซึ่งเป็นระยะทางสั้นๆ เท่านั้น เซเล่สามารถรับมือกับการเดินและความเหนื่อยอ่อนในแต่ละวันได้อย่างดีเยี่ยมด้วยตนเอง…เหนื่อยก็พักเหนื่อยก็เดินช้าหน่อยไม่มีปัญหา
  • เซเล่อึด อดทน และปรับตัวในการเดินทางของเราที่มักจะเริ่มสตาร์ทตั้งแต่ประมาณสิบโมงกว่าๆ และไปจบสิ้นสุดลงที่เวลาประมาณเกือบสี่ทุ่มในทุกๆ วันได้ดีมาก นอนดึกตื่นเช้า นอนไปแป๊บนึงถึงที่หมายถูกปลุกให้เดินต่อ ก็ไปต่อได้แบบไม่งอแง (แม้จะมีหน้าหงิกบ้างไรบ้าง) จะกินอาหารกลางวันเวลาบ่ายสอง กินอาหารเย็นเวลาสามทุ่ม เซเล่ก็เปลี่ยนเวลาท้องหิวให้เป็นไปตามธรรมเนียมปฎิบัติของสเปนได้อย่างดี
  • สถานที่ที่เซเล่ไม่ได้ชอบที่จะไป หรือไปแล้วไม่ได้อินมากเหมือนซีเรีย (เช่นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เซเล่มีจุดยืนชัดเจนว่าต้องไม่มากกว่า 1 ที่หรือใช้เวลากับมันไม่นานนัก) เซเล่ก็สามารถอดทน ประนีประนอม เข้าใจ และรอคอยผู้อื่นได้มากขึ้น (แต่ก็อย่างที่เคยเล่าไปว่า บ้านเรามีแผนสองเรื่องนี้เสมอ คือ ถ้าเซเล่ไม่ไหวจริงๆ เมื่อใด เราจะแบ่งเป็นสองทีมคือ ป๊าจะพาเซเล่ไปสนุกสนานที่อื่น หม่ามี้จะอยู่กับซีเรียในพิพิธภัณฑ์)
  • เซเล่สามารถปรับอารมณ์และปรับใจให้เข้าสู่โหมดหายโกรธ หายงอน หายโวยวาย เลิกร้องไห้ เลิกดราม่าได้เร็วและดีขึ้นมาก มีความพยายามมากขึ้นมากในการปรับตัวกับสถานการณ์ที่ไม่ได้ดังใจ เข้าใจผู้อื่น และมีความยืดหยุ่นในอารมณ์มากขึ้น รับมือกับความผิดหวังและไม่ได้ดังใจได้ดีขึ้นมาก
  • ส่วนเรื่องที่โดดเด่นที่สุดของเซเล่คงจะหนีไปไม่พ้นเรื่องการกิน เพราะถ้าเราจะจัดพี่ซีเรียเป็นนักกินประเภท fine dining น้องเซเล่ก็คงจะเป็นคงเป็นประเภท adventurous foodie เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไร แปลกไม่เคยกิน เพิ่งเคยพบเจอกันหนแรก สตรีทฟู้ด ผลไม้ อาหารคาวหวาน ขนม เซเล่สามารถลองกินได้หมด (ซีเรียก็ลองทุกอย่างเช่นกัน แต่ความลุยๆ สายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นนี่เซเล่โดดเด่นกว่ามาก) จนเราคิดกันว่าถ้าดีเอ็นเอการชื่นชอบการผจญภัยไปในรสชาติของอาหารมันเป็นสิ่งที่ส่งต่อผ่านพันธุกรรมได้ ดีเอ็นเอการกล้าลองอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ นี่คงส่งผ่านไปที่เซเล่แบบเต็มๆ แน่นอน ในทริปสเปนครั้งนี้เซเล่จัดไปหลายสิ่งมาก ตั้งแต่ Percebes (เพรียง) ไซเดอร์ ปลาไหล นกพิราบ มะกอก ไข่ปลา มะเขือเทศสด ผักสด พริกย่าง ชีสต่างๆ และอีกมากมายนับถ้วน
  • ส่วนเรื่องที่ยังต้องพัฒนาและปรับปรุงต่อไปอีกมากโขสำหรับเซเล่ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง “การควบคุมอารมณ์” เพราะถึงจะดีขึ้นมากแล้วถ้าเทียบกับตอนที่อายุน้อยกว่านี้ แต่เนื่องจากโดยพื้นฐานเซเล่เป็นคนที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ อารมณ์รุนแรงอยู่แล้ว ก็คงเป็นหน้าที่ระยะยาวของพ่อแม่ที่จะดูแลในจุดนี้ให้ดีที่สุด ปรับพื้นฐานอารมณ์และจิตใจของลูกให้มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์และแรงประทะต่างๆ ให้ได้มากที่สุด โดยวิธีการที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของเซเล่ต่อไป เซเล่ต้องปรับตัวปรับใจให้ได้ ไม่รักแรงโกรธแรงสุดโต่ง เสียใจกรี๊ดกร๊าด ใครขัดใจไม่ได้ ผิดหวังไม่เป็น โลกนี้หมุนรอบตัวชั้น นิสัยพวกนี้คือไม่ได้และไม่ใช่ — นี่คือภารกิจสำคัญที่หม่ามี้และป๊าต้องสร้างและปรับจูนกับเซเล่ให้ได้มากที่สุด เราก็คงต้องพยายามกับต่อไป…
  • การเดินทางไปพบโลกอื่น ระเบียบสังคมแบบอื่น อาหารที่ไม่คุ้นเคย ถนนที่เราไม่เคยไป คนที่ไม่ได้พูดภาษาเดียวกับเรา การคาดเดาไม่ได้ การเปลี่ยนแปลง ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ฯลฯ ทำให้เราต้องปรับตัว ยืดหยุ่น ลดอีโก้ เแต่เพิ่มความเข้าใจต่อโลกและต่อผู้อื่นได้อย่างมากเลยล่ะค่ะ เชื่อสิ ^____^

ป.ล. รูปประกอบคือรูปที่เซเล่ใช้กล้องหม่ามี้ตาถ่าย selfie เอง คิดท่าเองอะไรเอง (ถ่ายตอนไหนก็ไม่รู้ได้เช่นกัน มาเห็นอีกทีตอนเอารูปออก 555)

แบ่งปันความสุข
  •  
  •  
  •  

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *